>> course
  >> timetable / tuition fee
  << showcase
  >> webboard
  >> news & activities
  >> apply
  >> contact
 
 
 
 
         
I am Thai Graphic Designer
ฉันเป็นนักออกแบบกราฟิกไทย
 
 
(ภาพจาก CG+)

เมื่อเดือนเมษายนที่ผ่านมา ระหว่างวันหยุดยาวที่มีเหตุการณ์บางอย่าง ทำให้ออกไปไหนไม่ได้เลย และไม่อยากเปิดดูโทรทัศน์รายงานสถานการณ์หนักๆ ให้เครียดเกินไป ก็เลยนั่งอยู่แต่หน้าจอคอมฯ (ไม่ต่างอะไรจากวันทำงานเลยแฮะ) และก็เผอิญได้เปิดเข้าไปดูเว็บไซต์ http://thaigraphicdesigner.wordpress.com ซึ่งเป็นเว็บไซต์โครงการดีๆ จาก Practical Studio (http://practicalbkkblogspot.com) ที่จะรวมกลุ่มนักออกแบบชาวไทย ที่กระจัดกระจายอยู่ทั้งในและต่างประเทศ โดยล่าสุดก็เป็นการจัดแสดงผลงานบนเว็บไซต์ ภายใต้ชื่อโครงการ I am a Thai Graphic Designer
 
 
(ภาพจาก CG+)

วันนี้ได้เปิดเข้าไปดูเว็บไซต์นั้น โครงการนี้ได้เริ่มดำเนินอย่างเป็นรูปเป็นร่างแล้ว โดยการเปิดรับภาพถ่ายจากนักออกแบบกราฟฟิกที่ยืนยันว่าตัวเองเป็น “นักออกแบบกราฟฟิกไทย” ซึ่งภาพถ่ายที่รับนั้น ก็ไม่ใช่ภาพเก๊กสวย เก๊กหล่อกันธรรมดา เพราไหนๆ ก็เป็นนักออกแบบแล้ว เราต้องมีอะไรมาแสดงความสามารถกันหน่อย จึงมีกติกาการรวบรวมงานว่า ผู้เข้าร่วมโครงการต้องออกแบบแผ่นกระดาษขนาด A3 ที่มีข้อความว่า “I am a Thai Graphic Designer” “ฉันเป็นนักออกแบบกราฟฟิกไทย” ซึ่งเจ้าของผลงานต้องออกแบบให้แผ่นกระดาษดังกล่าวมีสไตล์เฉพาะของตัวเองแล้วยังไม่จบแค่นั้น กรรมวิธีที่สำคัญที่สุดเลยก็คือ ให้นักออกแบบเจ้าของแผ่นกระดาษ ถ่ายรูปตัวเองถือแผ่นกระดาษ (หรือจะทำอะไรก็แล้วแต่ให้มีการโชว์แผ่นกระดาษนั้น จะใช้เทคนิคพิสดารอะไรก็แล้วแต่) ในแนวนอนเท่านั้น ส่งไปเข้าร่วมโครงการ แล้วทางโครงการก็จะนำเอาภาพของทุกคนที่ส่งผลงานเข้าไปก่อนวันหมดเขต 15 พ.ค. 52 นี้ (หมดไปแล้วอ่ะ) ขึ้นแสดงบนเว็บไซต์ และก็จะได้ลงวารสาร RawMat ด้วยนั่นเอง
 
 
(ภาพจาก CG+)

โครงการนี้ได้รับการตอบรับอย่างดีจากนักออกแบบกราฟฟิกไทย ทั้งในและนอกประเทศ ทั้งในระดับนักศึกษา และวัยทำงาน ทั้งมือสมัครเล่น มืออาชีพ ต่างก็พากันส่งผลงานหน้าตาตัวเองเข้ามาร่วมโครงการอย่างสร้างสรรค์สนุกสนาน ผลงานของแต่ละคนมีทีเด็ดต่างกันไปตามสไตล์ ไม่ได้ซีเรียส แข่งขันกันที่ความสวยงามเพราไม่ได้มีรูปแบบเป็น Contest แข่งชิงรางวัลแต่อย่างใด โดยแท้จริงแล้วนักออกแบบทุกคนที่เข้าร่วมโครงการนี้ ก็ไม่ได้ต้องการรางวัลตอบแทนอะไร แค่การได้มีส่วนร่วมเป็นหนึ่งในโครงการกับการได้นำผลงานของตัวเองแสดงสู่สาธารณะ ก็เป็นแรงจูงใจที่มากพอจะทำให้มีจำนวนผู้เข้าร่วมโครงการร่วมร้อยแล้วในบัดนี้
 
 
(ภาพจาก CG+)

เบื้องหลังโครงการดีๆ แบบนี้ ย่อมมีผู้ริเริ่มคิดค้นขึ้นมาเป็นคนแรก เรามารู้จักกับ Practical Studio ผู้เป็นเจ้าของโครงการดีกว่า เราอยากรู้เสียเหลือเกินว่าโครงการนี้เริ่มขึ้นมาได้อย่างไร และมีเป้าหมายสูงสุดคืออะไร พร้อมคำถามคาใจอีกหลายอย่าง ขอต้อนรับคุณสันติ ลอรัชวี หรืออาจารย์ติ๊ก ผู้นำของ Practical Studio ที่ให้เกียรติมาสัมภาษณ์กับเรา
 
 
(ภาพจาก CG+)

CGPlus : สวัสดีค่ะอาจารย์ ขอให้อาจารย์แนะนำตัวหน่อยค่ะ
อาจารย์สันติ : สันติ ลอรัชวี เป็นนักออกแบบอยู่ Practical Studio และเป็นอาจารย์พิเศษ ของคณะศิลปกรรม มหาวิทยาลัยกรุงเทพ
 
 
(ภาพจาก CG+)

CGPlus : อาจารย์ช่วยพูดถึง Practical Studio ว่ามีจุดเริ่มต้นมายังไง เฉพาะงานนี้เลยรึเปล่า
อาจารย์สันติ : Practical Studio ก็เป็นเหมือนกับบริษัท Design ทั่วๆ ไปที่เปิดขึ้นมาเพื่อจะรับงานเกี่ยวกับการออกแบบ โดยเน้นการออกแบบสื่อสารเป็นหลัก หรือว่า Base อยู่บน Graphic Design เป็นหลัก แต่ในขณะเดียวกันนโยบายของ Studio เนี่ย ก็คือพยายามที่จะสร้างกิจกรรมทางสังคมวิชาชีพด้วย ไม่ได้เปิดมาเพื่อที่จะรองรับงานออกแบบเพียงอย่างเดียว แต่ว่าเราหันมาเป็น Studio ที่พยามยามสร้างกิจกรรมด้วย ในขณะเดียวกันสมาชิก Studio ต้องพยายามที่จะทำผลงานในลักษณะที่เป็นผลงานส่วนบุคคลออกมาเผยแพร่สู่สาธารณะให้สม่ำเสมอ
 
 
(ภาพจาก CG+)

CGPlus : Practical Studio นี้ก่อตั้งขึ้นมาเพื่องานของ Thai Graphic Design รึเปล่าคะ
อาจารย์สันติ : ไม่ใช่ครับ Studio ก่อตั้งขึ้นมาตั้งแต่ปี 2004 ก็ประมาณ 4 – 5 ปีแล้ว ส่วน Thai Graphic Design เป็นอีกกิจกรรมหนึ่งของทาง Studio ที่จัดขึ้น ก่อนหน้านี้เราอาจจะยังไม่ได้จัดเต็มตัว เคยร่วมจัดกิจกรรม อัครศิลป์ทรงพระเจริญ ที่สยามดิสคัฟเวอรี่นะครับ แล้วก็ล่าสุดเมื่อปลายปีที่แล้วช่วงเดือนธันวาก็จัดนิทรรศการโปสเตอร์ที่สยามดิสคัฟเวอรี่เหมือนกัน เป็นการเชิญนักออกแบบประมาณ 10 คน กับนักศึกษาออกแบบอีก 10 คน มาร่วมกันออกแบบโปสเตอร์ภายใต้ Concept เกี่ยวกับเรื่องสิ่งแวดล้อม
 
 
(ภาพจาก CG+)

CGPlus : แล้วโครงการ Thai Graphic Design เริ่มมาได้อย่างไรคะ
อาจารย์สันติ : เริ่มง่ายๆ ครับ เรามองว่าถ้าเราอยากจะสร้างกิจกรรมซักชุดนึง ที่นักออกแบบมีส่วนร่วมมากๆ ทุกวันนี้ในวงการเนี่ย หลายๆ คนต่างแยกย้ายกันทำอะไรเล็กๆ น้อยๆ กระจัดกระจายอยู่ จริงๆ มันก็เป็นเหมือน กับว่าเป็นกิจกรรมสำรวจอันนึงด้วย ในอาชีพเดียวกัน ภายใต้ชื่อเดียวกันที่เราเรียกตัวเองว่า Graphic Design เนี่ย มีใครเป็นยังไงบ้าง วิธีนึงที่เรารู้จักกันได้ดี ไม่ใช่จะมาถามว่าเกิดเมื่อไหร่ แต่เลือกที่จะให้ทุกคนพูดหรือสื่อสารในหัวข้อหรือสำนวนเดียวกัน แต่แน่นอนว่าวิธีการสื่อสารของแต่ละคนมันก็จะมีความเป็นปัจเจกหรือแปลกแยกแตกต่างกันออกไป ซึ่งตรงนี้ก็จะสะท้อนที่ตัวบุคคลของนักออกแบบแต่ละคนได้ ทำให้เราเห็นภาพรวมๆ ได้ว่าในวงการอาชีพของบ้านเรามีนักออกแบบ Graphic Design ลักษณะแบบไหนบ้างที่รวมกันอยู่ โดยตัวโครงการนี้ผมเริ่มคิดประมาณต้นปี เริ่มทำให้มันเติบโตตามความคิดของเราโดยที่เรายังไม่ด้วางแผนในระยะยาวว่าให้มันเป็นอย่างงั้นเป็นอย่างงี้ เพียงแต่เบื้องต้นเราใช้ช่องทางผ่านอินเตอร์เน็ตสื่อสารออกไปว่าเรามีโครงการแบบนี้ จากนั้นให้นักออกแบบที่ได้รับเชื้อเชิญส่งเข้ามา ในขณะเดียวกันก็มีการติดต่อสู้สนับสนุน Sponsor ประกอบกันไปด้วย เพราะฉะนั้นตอนนี้โครงการจะได้ไปพร้อมๆ กันไปกับคนที่ส่งงานเข้ามา
 
 
(ภาพจาก CG+)

CGPlus : แล้วได้รับการสนับสนุนจากภาครัฐหรือเอกชนที่ไหนบ้างคะ
อาจารย์สันติ : มันจะเป็นไปตาม Step อย่างแรกเนี่ยก็คือ ว่าเราอาจจะได้รับการตีพิมพ์อยู่ในวารสาร RawMat ของบริษัทแอนทาลิส ซึ่งตรงนี้ก็เป็นการร่วมสนับสนุนของบริษัทเอกชนที่อาจจะเอาผลงานขุดเหล่านี้ไปเผยแพร่ แต่ในขณะเดียวกันผมก็มองไปถึงตัวกิจกรรมในลักษณะที่เป็นนิทรรศการซึ่งตอนนี้กำลังติดต่อประสานงานอยู่กับทางสยามดิสคัฟเวอรี่ หรือสยามเซ็นเตอร์ ซึ่งโดยหลักการแล้วเค้าก็จัดสรรพื้นที่ให้เราพร้อมกับช่วยในการหาทุนกับ Sponsor ต่างๆ เพราะฉะนั้นก็เท่ากับว่าทางสยามดิสคัฟเวอรี่เองเนี่ยก็เป็นเจ้าภาพในการที่จะร่วมหา Sponsor ให้เรา เราก็เป็นคนที่จะทำงานและนำผลงานออกแบบนั้นเข้ามาจัดแสดง
 
 
(ภาพจาก CG+)

CGPlus : การที่คิดว่าให้นักออกแบบทำป้าย I am a Thai Graphic Design เริ่มความคิดมาจากอะไรคะ ทำไมต้องออกมาเป็นแบบนี้ เป็นคำนี้
อาจารย์สันติ : คือผมคิดว่าอาชีพนี้มันมีความละเอียดอ่อนกับชีวิตประจำ กับวิถีเป็นไปของผู้คน เพราะฉะนั้น บางครั้งอาชีพนี้คนทั่วไปก็สามารถออกแบบสิ่งเหล่านี้เองได้ในขณะเดียวกันนักออกแบบเองก็มีกลุ่มที่ประกอบอาชีพเหล่านี้เพราะฉะนั้นเนี่ย การที่กลุ่มนักออกแบบขนาดใหญ่ จำนวนมากนำเสนอวิชาชีพตัวเองว่าเราเป็นนักออกแบบกราฟฟิกผมคิดว่ามันจะให้ภาพที่ค่อนข้างแข็งแรงในลักษณะที่ว่าเป็นการรวมตัวกัน อีกอันนึงมันสามารถสนับสนุนแนวทางที่มันจะก่อให้ความแข็งแรงขององค์กรวิชาชีพต่อไปได้ในอนาคตแต่ว่าเราอาจจะเริ่มอะไรบางอย่างที่มันง่ายๆ และทุกคนเป็นเหมือนกันก่อน ไม่ต้องพูดว่าใครคิดยังไง แต่ว่าเราเป็นมั้ยเราเป็น เรามาร่วมกัน แล้วเราเป็น เพียงแต่ว่าทุกคนบอกตัวเองแหละ ว่าตัวเองควรจะเป็นยังไง ผ่านตัวงานที่ตัวเองคิดขึ้นมา
 
 
(ภาพจาก CG+)

CGPlus : แล้วอาจารย์คิดว่าการที่เราเป็นนักออกแบบกราฟฟิก จำเป็นมั้ยว่าจะต้องเรียนมาโดยตรงหรือว่าทำอาชีพหนี้โดยตรง
อาจารย์สันติ : คือคนที่เรียนมาโดยตรงแน่นอนย่อมได้เปรียบเพราะว่าเค้าก็จะผ่านการฝึกฝนทักษะและองค์ความรู้ที่มันจำเป็นจะต้องใช้ แต่แน่นอนว่าอาชีพบางอาชีพมันไม่ได้ถูกบีบเอาไว้ หรือกรอบเอาไว้ด้วยแค่การศึกษาเท่านั้น เพราะฉะนั้นคำถามนี้ ตอบว่าใครๆ ไม่จำเป็น แต่ว่าแน่นอนมันจะต้องมีแบบทดสอบอะไรบางอย่างหรือจะต้องมีบทพิสูจน์อะไรบางอย่างในการไปทำงานซึ่งตรงนั้นเค้าจะตอบได้เองว่าอยู่ได้มั้ยในวงการนี้
 
 
(ภาพจาก CG+)

CGPlus : เรามาพูดถึงโครงการ Thai Graphic Design คือนอกจาก I am a Thai Graphic Designer คือนอกจาก I am a Thai Graphic Designer อาจารย์คิดว่าต่อไปจะทำอย่างไรกับตัวโครงการนี้บ้างคะ
อาจารย์สันติ : คือ ผมเองอยากให้โครงการนี้มันโตไปตามจังหวะของมัน ผมไม่ได้มองอะไรมาก ผมมองแต่ว่า การที่เราทุกคนเห็นชอบ เห็นด้วย สนับสนุนโครงการ โดยการส่งผลงานเข้ามาร่วมโครงการ ผมว่าสิ่งนี้เนี่ย มันจะเป็นตัวผลักดันโครงการนี้ให้เดินไปข้างหน้าตามจังหวะของมันเอง เพราะฉะนั้น ผมเองไม่ได้คิดว่าจะกะเกณฑ์ อะไร แต่ว่าอย่างที่ว่าเนี่ย จังหวะที่มีเอกชนมาสนับสนุนมาตีพิมพ์มันหรือว่าสยามดิสคัฟเวอร์รี่ มาสนับสนุนในเรื่องพื้นที่แล้วมันกำลังจะก่อให้เกิดเป็น นิทรรศการในอนาคตเนี่ย ผมว่านี่คือ การเติบโตของโครงการ เพราะฉะนั้นมันเป็นการสร้างโครงการในแบบที่ มีใช่การสร้าง Event มันเป็นการสร้างโครงการเพื่อให้เกิดโครงการขึ้นมา หรือให้เกิดกิจกรรมบางอย่างขึ้นมา
 
 
(ภาพจาก CG+)

CGPlus : มันเป็นการสร้าง Community หรือเปล่าคะ
อาจารย์สันติ : Community เป็นแค่ผลพลอยได้จากการสร้างกิจกรรมนี้ แน่นอนนั้นก็คือการเติบโตของกิจกรรมนี้ ถ้ากิจกรรมนี้เริ่มเติบโต แล้วมันจะกลายเป็น Community ผมก็ไม่ได้ปิดกั้นอะไร ผมคิดว่าเราเป็นคนที่หว่านเมล็ดพรวนดิน แต่เราไม่ได้พยายามจะบอกว่า ต้นไม้ต้นนี้ จะต้องหน้าตายังไง ผมคิดว่าต้นไม้ต้นนี้ต้องเป็นไปตามสภาพแวดล้อม ของมัน วันหนึ่ง ตัวเว็บของ I am a Thai Graphic Designer ก็อาจจะเป็น Community ของทุกๆ คนได้ ซึ่งทุกๆ วันนี้ ก็มีการเข้ามา Comment เข้ามาแลกเปลี่ยนความคิดเห็นของผลงานกัน ในขณะเดียวกันผมก็จะเริ่มลงบทความบ้าง ซึ่งมันก็เป็นไปได้ที่ปลายทางของโปรเจคนี้ มันอาจจะเป็นการ Community ซักอันหนึ่งขึ้นมา ให้คนที่อยู่ในวิชาชีพเดียวกัน ได้พบปะกัน อย่างน้อยวันนี้เราได้เห็นแล้วว่ามีใครอยู่ในสายอาชีพเดียวกับเราบ้าง โดยที่เรา บางทีบางคนผมไม่เคยรู้จักด้วยซ้ำ ผมอยู่ในวงการมาตั้ง 10 กว่าปี บางคนผมไม่เคยรู้จักเลย อย่างบางคน งานดีนะเนี่ย เราไม่เคยรู้จักเลย เราก็ได้รู้จัก หรือบางคนไม่รู้จักคนนี้ก็ได้ รู้จัก ผมรู้สึกว่าตรงนี้เป็นเรื่องที่ดี เราไม่ได้โดดเดี่ยวในการทำงาน แต่มันมีคนที่มีความสามารถหรือมีคนที่ร่วมในวิชาชีพกันอยู่อีกจำนวนมากเลย ซึ่งตรงนี้ผมมองว่าเป็นอะไรที่ค่อนข้างเล็ก เล็กในที่นี้ ไม่ใช่จะมองว่าจะพัฒนาวงการอะไร แต่มองการที่เกิดการรวมกันเนี่ย มันน่านำไปสู่อะไรบางอย่าง ที่ขับเคลื่อนไปข้างหน้าได้ ซึ่งอาจจะไม่ใช่เราทำก็ได้ มันอาจจะเป็นอีกองค์กรหนึ่งหรืออีกกลุ่มหนึ่งก็ได้ หรือใครซักคนหนึ่งที่เห็นการร่วมก่อนนี้แล้ว และเห็นประโยชน์ที่พอจะไปต่อได้
 
 
(ภาพจาก CG+)

CGPlus : อาจารย์คิดว่าการที่นักออกแบบกราฟฟิกมารวมกันเยอะๆ แบบนี้ แล้วมันจะทำให้กลายเป็นกระแสหรือเป็นการตลาด เหมือนเป็นที่นิยมในหมู่วัยรุ่นหรือเปล่าคะ
อาจารย์สันติ : คือกระแสเนี่ยเราไปจัดการอะไรมันไม่ได้ เพราะว่าตัวกระแสมันเกิดขึ้นมาเราก็เพียงว่าต้องเข้าทันกระแสอย่างทุกวันนี้ ถ้าเกิดว่าการเกิดกิจกรรมนี้มันเป็นกระแส ผมก็อยากให้ทุกคนเข้าใจด้วยว่า เรามีพื้นที่ ที่มีคนหลากหลายมากแต่ว่าอยู่ภายใต้คำๆ เรียกเดียว เพราะฉะนั้นมันสามารถพิจารณาได้ว่านักออกแบบกราฟฟิกเนี่ยในบ้านเรามีหลายลักษณะถ้าเรามองงานแบบสังเกตของแต่ละคนเนี่ย ก็จะเห็นได้ว่าเขาพยายาม ที่จะ Represent ตัวตนของตัวเองออกมา ในลักษณะที่แตกต่างกัน บอกได้เลยว่านักออกแบบเนี่ย แม้กระทั่งจะเรียกเหมือนกันว่า Graphic Designer ก็ไม่ได้มีแบบเดียว ผมว่าตรงนี้ ถ้าเรามองอย่างละเอียด แล้วก็เด็กๆ นักศึกษาก็ดีหรือเด็กนักเรียนก็ดีเนี่ย มองมันอย่างละเอียด เขาก็จะเข้าใจว่า กระแสที่ว่าเนี่ยมันไม่ได้มีกระแสเดียว พอมันไม่ได้มีกระแสดเดียวเนี่ยเขาควรจะตัดสินใจได้ว่าเขาระหว่างที่เขาเรียนหรือที่เขาเดินทางจะไปเป็นเนี่ย เขาควรจะเลือกให้เหมาะสมกับเขาอย่างไร ภาพที่เห็นเป็นภาพที่เป็นกว้าง ถามว่าโครงการนี้จะก่อให้เกิดกระแสได้ไหม ก็อาจจะเป็นไปได้ แต่กระแสไม่ได้เป็นเรื่องเลวร้ายอะไร ถ้าเราเข้าถึงแล้วเท่าทันมันบ้าง
 
 
(ภาพจาก CG+)

CGPlus : คิดว่ามันจะมีเกิดมีดับไปไหม หมายถึง ว่าซักวัน Graphic Design อาจจะกลายเป็นเรื่องล้าสมัย แล้วคนก็ละทิ้งมันไปหมดเลย
อาจารย์สันติ : คือ Graphic Design ที่อยู่ในกระแส อาจล้าสมัยแล้วหลุดออกจากวงโคจรของกระแสได้ แต่ถามว่าบทบาท ของ Graphic Design ที่มีต่อสังคมเนี่ย ผมว่ามันคงจะยากที่จะหลุดออกจากความจำเป็นต่อสังคม เราไม่ได้เรียกกระแสแล้วนะครับ มันอาจจะหลุดจากกระแสนิยม ได้แต่หลุดออกจากความจำเป็นไม่ได้ เพราะว่างาน Graphic Design มันสำคัญต่อสังคมในแบบที่แนบแน่นมาก และก็ผูกกันแบบไม่สามารถแยกออกจากชีวิตประจำวันได้ อันนั้นคือจุดที่ผมให้ความสำคัญ ว่างาน Graphic Design มันเป็นบทบาททางสังคม คุณสังเกตสิ่งต่างๆ ที่อยู่รอบตัวเราสิ มันให้ผลโดยตรงกับเรา โดยผ่านงาน Graphic Design เราไม่มีทางปฏิเสธที่จะไม่อยู่กับมันได้ แต่คุณไปซื้อของในห้างสรรพสินค้า เลือกซื้อยาสีฟัน มาสักหลอดเนี่ย ตัว Graphic Design เองทำหน้าที่ Import คุณ ในเรื่องต่างๆ คิดดูว่ามันไม่สามารถที่จะออกไปได้ สำหรับตัวกราฟฟิกเนี่ย เพราะคุณอยู่กับมันแทบทุกวัน คุณดูป้ายจราจร คุณอยู่กับกราฟฟิกทุกวันนั้น คือ กราฟฟิกที่อยู่รอบตัวเรา มากกว่าเป็นชั้นกระดาษที่เราถืออยู่ด้วยซ้ำ นั่นคือสิ่งที่ผูกพันอยู่กับชีวิตประจำวัน คุณอ่านหนังสือก็ต้องใช้คนจัดหน้าหนังสือในการอ่าน เราอ่านหนังสือดีๆ ซักเล่มหนึ่ง แล้วก็มีคนจัดรูปแบบหนังสือสวยๆ อ่านสบาย นั้นก็คือ Graphic Design รับใช้คนอ่านโดยที่ไม่รู้ตัว ผมว่ายากมากที่ Graphic Design จะออกไปจากชีวิตประจำวันของคน อาจจะออกอีกกระแสได้ แต่มันจะไม่ออกนอกชีวิตประจำวันของเรา
 
 
(ภาพจาก CG+)

CGPlus : อาจารย์คิดว่านักออกแบบที่ดีควรเป็นอย่างไร
อาจารย์สันติ : ดีในที่นี้เนี่ย ทุกคนต้องตอบขึ้นมาเอง ส่วนหนึ่งคือความรับผิดชอบ ต่อสิ่งที่เราทำเป็นเรื่องสำคัญมาก ผมปฏิเสธที่จะพูดถึงคุณภาพ คนนี้เก่งกว่าคนนี้หรือว่าใครเก่งกว่าใคร แต่ว่าเราแน่ใจได้ว่าคนนี้เป็นนักออกแบบที่ดีได้ โดยการที่เขาเองมีความรับผิดชอบกับงานของตัวเองแค่ไหน ขยายความคือ งานออกแบบสื่อสาร Graphic Design เป็นอีกแขนงหนึ่งของงานออกแบบสื่อสาร การสื่อสารมีประสิทธิภาพ การสื่อสารมีศักยภาพสูงมากต่อการที่ให้สังคมใด สังคมหนึ่งเป็นอย่างไร ในฐานะที่เป็นคนกำกับดูแลรูปแบบในการสื่อสาร ยอมรับว่าบทบาท ที่เขารับอยู่เป็นบทบาทที่ใหญ่ และเป็นภาระแล้วถ้ามองในแง่นี้ คุณจะต้องมีความรับผิดชอบสูงเพราะคุณเป็นส่วนหนึ่งของสื่อ และคุณจะออกโฆษณาซักหนึ่งชิ้น การที่เขาจะออกแบบ AD โฆษณาซักใบ โปสเตอร์ซักใบ เราไม่ได้ดูคนเดียว เราให้ทุกคนดู เราไม่สามารถไปติดอยู่ คนทุกเพศทุกวัยสามารถดูโปสเตอร์ที่ติดอยู่ในที่สาธารณะ เราไม่สามารถปฏิเสธได้ ว่าเราให้เด็กดู หรือใครดู เพราะทุกคนมีสิทธิ์เห็นมัน ไม่เหมือนกัน ถ้าสิ่งที่เราทำ หรือออกแบบเนี่ย มันไปกระทบกระเทือนต่อสังคม หรือทำให้สังคมบิเบี้ยว หรือว่ามีปัญหาได้ขนาดไหน เพราะฉะนั้นมันเป็นตัวรับผิดชอบที่พอจะมองออกได้ว่าคนออกแบบคนนี้ที่พอจะมีคุณภาพได้หรือป่าว นอกเหนือจากตัวคุณภาพงานของเขา ถ้าคนๆ นั้นจะได้รับการยอมรับ ผลงานในแง่คุณภาพด้านอื่นๆ ด้านสุนทรียภาพ ด้านความคิดสร้างสรรค์ มันก็จะต่อตัว แล้วก็เดินพัฒนาไปได้ แต่ถ้าคุณมีความคิดสร้างสรรค์ที่ดี คุณมีทักษะที่ดีแต่คุณไม่มีความรับผิดชอบ ผมคิดว่าวันหนึ่งคุณก็จะมีปัญหาในการดำรงอยู่ในสายงานนี้
 
 
(ภาพจาก CG+)

CGPlus : งั้นหมายถึงว่านักออกแบบกราฟฟิกจะต่างจากศิลปินหรือเปล่าคะ
อาจารย์สันติ : ต่างคนต่าง แต่ทุกวันนี้ก็มีหลายๆ อย่างใกล้เคียงกันมากแล้ว เพราะงานศิลปะเองบางครั้ง อย่างที่เรากำลังทำกันอยู่เนี่ย งานศิลปะก็เข้าสู่สาธารณะ เพราะฉะนั้นงานศิลปะต้องสื่อสารกับผู้คนเหมือนกัน เพราะฉะนั้นตัวศิลปินเอง ก็จะปฏิเสธความรับผิดชอบนี้ไม่ได้เหมือนกัน ในบางกรณี ถ้าคุณเขียนแล้วถูกแสดงในพื้นที่เฉพาะ และมีกลุ่มในที่เฉพาะ ไม่ใช่สาธารณะหรือเป็นที่ที่ปิด เช่น แกเลอรี่บ้าง ก็ยังดูเหมือนจะต่าง แต่พอวันนึงที่งานศิลปะออกมาสู่พื้นที่สาธารณะ สู่พื้นที่ของผู้คนแบบเปิดกว้าง ผมคิดว่าในแง่ของความรับผิดชอบ น่าจะมีพอๆ กันด้วยซ้ำ
 
 
(ภาพจาก CG+)

CGPlus : ในการส่งผลงานเข้าร่วมกิจกรรม I am a Thai Graphic Designer มีกติกาอะไรที่ตายตัวมั้ยคะ
อาจารย์สันติ : มีคำถามเยอะแยะไปหมดว่า เอ่อ... เป็นนักศึกษาได้ไหม เป็นนักเรียนได้ไหม เป็นฝรั่งได้ไหม แล้วก็ไม่ได้ทำเป็นอาชีพได้ไหม ผมคิดว่าอย่างนี้ครับ คือ Graphic Design เนี่ย ขอให้คุณพยายามตอบตัวเองว่า ถ้าคุณคิดว่าคุณใช่ ถึงแม้คุณจะเป็นฝรั่งนะ แต่คุณคิดว่าเห้ย! เราทำงานอยู่ในเมืองไทยหรือว่าเรารู้สึกว่าเรามีความเกี่ยวพันธ์อยู่กับสังคมไทย คุณก็อาจจะเป็น Graphic Design ที่เป็น Thai Graphic Designer ได้ เพราะฉะนั้นคำถามนี้ผมอาจจะโยนกลับไปให้ผู้ที่ตั้งคำถามว่า อาจจะลอง ลองตอบดู ถ้าคุณคิดว่า เราใช่นะ เราก็ขอเชื้อเชิญให้เข้าร่วมโครงการ เพราะอย่างน้อยเนี่ย มันก็เป็นการร่วมสนุก แล้วก็ออกจากบทบาทบางอย่างที่ค่อนข้างตึงเครียด ในการทำงานบ้าง แล้วก็ได้เปิดความคิดหรือสำรวจตัวเองว่า ถ้าเป็นเรา เราจะทำอย่างไร ผมคิดว่า ตรงนี้ก็อาจจะเป็นความสนุกบางอย่างทำให้ทุกคนได้เปิด ได้ปลดปล่อยความคิดสร้างสรรค์จากตัวเองรูปแบบของตัวเองออกมา อยากจะเชิญชวนว่า ไม่ต้องกังวล ไม่ต้องกลัว เราไม่ตัดสินกันเรื่องคุณภาพว่าใครเก่งกว่าใคร ใครดีกว่าใคร มันเป็นงานที่เหมือนกับว่า เราพยายามจะสะท้อนให้เห็นถึงพลังของการสื่อสาร ถ้ากลุ่มคนกลุ่มนึง ในวิชาชีพเดียวกัน พูดประโยคเดียวกัน เพียงแต่ต่างสำนวน แล้วพูดพร้อมกัน ผมคิดว่าเสียงนี้จะดังมาก แล้วคนในวิชาชีพอื่นๆ หรือสังคมก็จะหันมามองว่า ประเทศนี้เนี่ย อาชีพ Graphic Designer มีตัวตน แล้วก็มีความแข็งแรงในระดับหนึ่ง เมื่อวันนึงที่เขาต้องการจะรวมในอนาคตข้างหน้าเนี่ย การรวมตัวกันเพื่อที่จะทำอะไรที่มันสำคัญกว่านี้ ที่มันมีบทบาท ส่งผลต่อสังคมมากกว่านี้ มันก็อาจจะมีความเป็นไปได้ เพราะว่าครั้งนึงเราก็เคยรวมตัวกันเพื่อที่จะแสดงตัวตนเหล่านั้นออกมา เพราะฉะนั้นก็เลยอยากจะเชิญชวน ให้มองกลับไปเรื่องการร่วมมือแล้วก็ สนุกๆ กันมากกว่า
 
 
(ภาพจาก CG+)

CGPlus : พูดถึงวารสาร RawMat ที่จะเป็นส่วนหนึ่งในการเผยแพร่โครงการ เป็นวารสารรูปแบบยังไงคะ หลายคนไม่รู้จัก
อาจารย์สันติ : คือวารสาร RawMat เป็นวารสารภายในของบริษัท แอนทาลิส บริษัทกระดาษนะครับ นักออกแบบหลายคนคงรู้จัก เขาทำแจกลูกค้า โดยที่ว่าผมเองเนี่ยเป็นบรรณาธิการของวารสารเล่มนี้ เพียงแต่ว่าผมก็ขอความร่วมมือจากแอนทาลิสว่าเล่มเนี้ยผมไม่เขียนบทความอะไรนะ ผมอยากจะเอางานทั้งหมด มารวมแล้วก็จะพิมพ์ในจำนวนที่มากขึ้น จากเดิมเนี่ยเคยพิมพ์แค่ 16 หน้าเล่มบางๆ ก็อาจจะขอเพิ่มเป็นเท่านึง แล้วก็ แล้วก็ แล้วก็ลง .. ลงงานให้มากที่สุด แล้วก็พิมพ์จำนวนมากหน่อย เพื่อที่จะส่งกลับให้ผู้ที่ได้ตีพิมพ์เนี่ย เป็นเจ้าของมันไปด้วย แล้วในขณะเดียวกัน กลุ่มบริษัท Design ที่เป็นลูกค้าแอนทาลิสอยู่แล้วก็จะได้เล่มเนี้ย แจกไป มันก็เป็นการหมุนเวียนในวงแคบๆ แต่ว่ามันก็เป็นจุดเริ่มต้น อย่าง อย่างวันเนี้ยที่ CGPlus มาร่วมมือด้วย ผมคิดว่าก็คือการขยายตัวของตัวโครงการมันก็ไม่ได้เป็นแค่ว่ามาช่วยประชาสัมพันธ์ ใช่ไหมครับ แต่แล้วจะเอางานไปลงให้ด้วย นี่ก็คือสิ่งนึงที่ผู้ส่งจะได้รับ เพราะเขาส่งงานมาและเราเป็นตัวกลาง เราก็มีคน มีสื่อที่เข้ามาร่วมมือแล้วกันเผยแพร่ออกไป นี่เป็นอันนึงที่เห็นภาพได้ชัด อีกวันสองวัน ก็น่าจะมีหนังสืออีกเล่มนึงมาขอเอางานไปเผยแพร่ ...มันเป็นเรื่องของภาพรวมและร่วมสนับสนุนกัน ก็เลยมีสื่อที่จะมาร่วมมือเยอะ ในสื่อด้านเว็บไซต์ที่เป็น Community อื่นๆ ก็ติดต่อเข้ามา มาขอข่าวมาขออะไรเพื่อที่จะทำลิงค์ อย่างล่าสุดเนี่ยฮะ เมื่อคืน เมื่อวานเนี้ย (27 เมษายน) 4,800 คลิกต่อวัน ซึ่งถือว่าเยอะมาก
 
 
(ภาพจาก CG+)

CGPlus : สุดท้ายแล้วจะมีอะไรนอกเหนือจากนี้ ที่อาจารย์อยากจะฝากไว้ไหมคะ
อาจารย์สันติ : ก็... จริงๆ ก้ผมก้อยากจะให้ทุกคนเนี่ย คือที่ผมทำส่วนนึงเนี่ย ที่ว่าถ้าเกิดกิจกรรมเหล่านี้มันเกิดขึ้นบ่อยคน ที่เรียกตัวเองว่า Graphic Designer เนี่ย... ผมคิดว่ามันจะมีความสนุก มีความภาคภูมิใจในสิ่งที่ตัวเองเป็นมากขึ้น ในแง่นึงเนี่ย Graphic Designer ได้รับความนิยมกับการสอบเอนทรานซ์ แต่จริงๆ แล้ว ถ้าเราคิดพิจารณาลงไปดีๆ เมื่อจบแล้ว จะมี Graphic Designer ที่ทำไปจนกระทั่งถึงอายุมากๆ จะเห็นว่ามันลดลงไปเรื่อยๆ นึกออกไหมครับว่าคนเข้าเยอะ แต่ตอนออกเนี่ยมันหายไปเรื่อยๆ นั่นก็แปลว่า วิชาชีพเราอาจจะต้องมีบางอย่างที่มันทำให้มันตัดทอนความต้องการจะเป็นนั่นลดลงๆ ผมคิดว่าเพราะฉะนั้นการมีกิจกรรมหลายๆ อย่างที่ประกอบขึ้นในวิชาชีพมันทำให้รสชาติในการประกอบวิชาชีพนั้น มันมีความสดชื่น ผมคิดว่ามันอาจจะเป็นส่วนหนึ่งที่ทำให้เรายังอยู่กับวิชาชีพนี้ไปได้เรื่อยๆ แล้วยังสนุกกับมันอยู่ ในแง่นึง เราเคยทำงานให้องค์กรต่างๆ ให้สินค้าต่างๆ แต่ในขณะเดียวกันผมเชื่อว่าในบางโอกาส เราต้องทำงานเพื่อตอบสนองตัวเราเองบ้าง และกิจกรรมเหล่านี้มันจะเป็นกิจกรรมที่มาเติมเต็ม นักออกแบบหลายคนอาจจะประสบความสำเร็จมากเลยจากการที่ออกแบบสิ่งนี้สิ่งนั้น ให้กับองค์กรนี้ให้กับสินค้านั้น ให้กับแบรนด์นั้น แต่ว่าก็ยังรู้สึกว่า เอ๊ะ! ทำไมเรา... เรายังขาดอะไรบางอย่างอยู่ ผมคิดว่าเราอาจจะมาเติมจิ๊กซอตรงนี้ให้มันเต็ม แต่อาจจะไม่ใช่ทั้งหมด เราก็จะมาหากิจกรรมบางอย่างที่ มาตอบให้ตัวเองว่าจะทำอย่างไร มันก็จะเป็นแบบ ไอ้ที่ทำให้วงการหรือวิชาชีพนี้ มันดูสดชื่นขึ้น ผมคิดว่าแบบนั้น เพราะฉะนั้นเนี่ย กิจกรรมสำคัญแล้วก็การร่วมมือก็เป็นสิ่งสำคัญที่จะทำให้ อย่างน้อยคนทำงานเนี่ยไม่เสียกำลังใจว่า โอ้ย! ปีหน้าไม่ไหวแล้ว และไม่ทำแล้วอะไรอย่างนี้ครับ
 
 
(ภาพจาก CG+)

โครงการ I am a Thai Graphic Designer เป็นโครงการที่นิตยสาร CGPlus ของเราได้ร่วมด้วยช่วยกัน ขอเป็นสื่อกลางในการประชาสัมพันธ์ สรรค์สร้างโครงการดีๆ แบบนี้ และหวังว่าจะมีโครงการแบบนี้เกิดขึ้นอย่างสม่ำเสมอ ใครที่ส่งผลงานเข้าร่วมกิจกรรม I am a Thai Graphic Designer ไม่ทัน ก็ไม่ต้องกังวลไป เพราะไม่ใช่โครงการที่เกิดขึ้นชั่วครั้งชั่วคราว แต่มีความหวังไปถึงเป็นกลุ่มสังคมอันยั่งยืนของนักออกแบบกราฟฟิกชาวไทยทุกคน เพราฉะนั้นโครงการหน้าอย่าลืมติดตามและพลาดไม่ได้เลยทีเดียว
 
 
(ภาพจาก CG+)

นอกจากนี้อาจารย์สันติได้เชิญชวนให้นักออกแบบกราฟฟิกไทย เข้าร่วมสมาคม ThaiGa อันเป็นสมาคมนักออกแบบเรขศิลป์ไทย โดยสามารถสมัครเข้าร่วมได้จากเว็บไซต์ของ Thai graphic designer กรอกข้อมูลบนอินเตอร์เน็ตได้เลย
 
 
(ภาพจาก CG+)
 
 
(ภาพจาก CG+)
 
 
(ภาพจาก CG+)
 
 
(ภาพจาก CG+)
 
 
(ภาพจาก CG+)
 
 
(ภาพจาก CG+)
 
 
(ภาพจาก CG+)
 
 
(ภาพจาก CG+)
 
 
(ภาพจาก CG+)

ขอขอบคุณข้อมูลและภาพ จาก CG+ ฉบับเดือนพฤษภาคม 2552 ติดตามเรื่องราวที่น่าสนใจเพิ่มเติมได้ที่ www.cgplusmag.com
 
 
 
aboutus arthouse madhouse news&activities showcase webboard contact
    © All Rights Reserved